โกลเด้นโกล : ความโหดร้ายของฟุตบอล ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

ม้าโฉด
10:22 14/05/2020 | แชร์
golden goal

สำหรับคอการ์ตูนเรื่อง “กัปตันซึบาสะ” คงจะจำกันได้ดีว่าในภาคเยาวชนโลก ทีมชาติญี่ปุ่นสามารถเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ ก่อนคว้าแชมป์ด้วยการล้ม “บราซิล” ได้ด้วยประตู “โกลเด้นโกล”

ในช่วงปลายยุค 90’s จนถึงต้นยุค 2000’s ฟีฟ่าได้นำกติกา “โกลเด้นโกล” มาใช้ เพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นให้แต่ละทีมต้องการทำประตูให้มากขึ้น 

กฎง่ายๆ ของ “โกลเด้นโกล” ก็คือ หากใครยิงประตูได้ก่อนในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมนั้นชนะทันที โดยไม่ต้องแข่งต่ออีกในช่วงเวลาที่เหลือ

นอกจากประตูของ โอโซรา ซึบาสะ ในโลกการ์ตูนแล้ว มี “โกลเด้นโกล” หลายๆ ลูก ที่ถูกบันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์วงการลูกหนัง

ลูกกลับตัวยิงด้วยซ้ายดับสาธารณรัฐเช็กของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ พาทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ยูโร 1996 ไปครองบนแผ่นดินอังกฤษ

ลูกวอลเลย์ของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ที่พาฝรั่งเศสดับอิตาลี ในนัดชิงยูโร 2000

ลูกโหม่งอันอื้อฉาวของ อาห์น จุง-ฮวาน ที่พาเกาหลีใต้ เขี่ยทีมจากแดนมะกะโรนีตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในศึกฟุตบอลโลก 2002

และที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยมากที่สุด ก็คือลูกฟรีคิกเขี่ยเปลี่ยนจุดให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดดับเกาหลีใต้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพ

อย่างไรก็ตาม การที่ประตูเดียวสามารถตัดสินเกมทั้งหมด ทั้งที่เวลาของการแข่งขันจริงๆ ยังไม่หมด ทำให้ฟีฟ่าตัดสินใจยกเลิกกฎนี้ไป โดยเอามาใช้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่จริงๆ ไม่ถึง 10 ปี



Barbados  Grenada 1994
ใครหลายๆคนขนานนามว่าแมตช์ บาร์เบโดส พบ เกรนาดา ในศึก Shell Caribbean Cup ปี 1994 เป็นแมตช์อัปยศของวงการฟุตบอลเพราะทั้งสองทีมเล่นแบบไม่อยากชนะเพราะไม่อยากไปเจอกับทีมเวียดนามเจ้าภาพ


“โกลเด้นโกล” ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลของทวีปอเมริกาเหนือ ในช่วงทศวรรษที่ 70 ก่อนที่ฟีฟ่า จะพิจารณานำมาใช้ในทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ บ้าง นับตั้งแต่ปี 1993

รายการเบิกร่องที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาตินำโกลเด้นโกลมาใช้ ก็คือศึกฟุตบอลเยาวชนโลก 1993 ที่ออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ 

นักเตะคนแรกที่ยิง “ประตูทอง” ได้ในเกมระดับนานาชาติคือ แอนโธนี่ คาร์โบเน่ อดีตกองกลางทีมชาติออสเตรเลียชุดเล็ก ที่ซัดดับอุรุกวัย ได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึกเยาวชนโลกเมื่อ 26 ปีที่แล้ว

เวลาต่อมา กติกานี้ถูกนำมาใช้ในการแข่งขันของผู้ใหญ่บ้าง ซึ่งทัวร์นาเมนต์แรกที่มีการบันทึกว่าใช้โกลเด้นโกลตัดสินแชมป์ ก็คือฟุตบอลลีกโทรฟี่ของอังกฤษ (หรือชื่อ อีเอฟแอล โทรฟี่ ในปัจจุบัน) โดย เบอร์มิงแฮม ซิตี้ เฉือนชนะ คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด 1-0 ด้วยประตูของ พอล เทต ในปี 1995

 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “โกลเด้นโกล” เคยถูกนำไปตีความผิดๆ อย่างเช่นในการแข่งขัน แคริบเบียน คัพ รอบคัดเลือก ในวันที่ 27 มกราคม 1994 ระหว่าง บาร์เบโดส พบ เกรนาดา 

แม้จะเป็นเกมระหว่าง 2 ชาติเล็กๆ แต่นัดนั้นต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังตลอดกาล เมื่อเป็นเกมที่กติกา โกลเด้นโกล ถูกนำมาใช้แบบพิลึกพิลั่นมากที่สุดในโลก

ศึก แคริบเบียน คัพ 1994 กลุ่ม 1 มีทีมร่วมกลุ่มแค่เพียง 3 ทีม แข่งกันทีมละ 2 นัด โดยกติกาบังคับให้ “ทุกนัดต้องมีผู้ชนะ” หากผลการแข่งขันเสมอกัน จะต้องต่อเวลาพิเศษ โดยประตูในช่วงต่อเวลา 1 ลูก จะมีค่าเท่ากับ 2 ประตู

ประตูที่มีค่าเท่ากับ 2 ประตูนี่แหละครับ ที่ถูกเรียกว่าเป็น “โกลเด้นโกล” ของรายการนี้ ไม่ใช่ว่าใครยิงได้ก่อนในช่วงต่อเวลาพิเศษแล้วชนะเลยเหมือนประเทศอื่นๆ

การแข่งขัน 2 เกมแรกของ แคริบเบียน คัพ 1994 กลุ่ม 1 บาร์เบโดส แพ้ เปอร์โตริโก 0-1 ก่อนที่ เกรนาดา จะชนะ เปอร์โตริโก 2-0 

ทำให้สถานการณ์ก่อนเกมนัดสุดท้าย บาร์เบโดส มี 0 แต้ม ประตูได้-เสีย -1

เกรนาดา มี 3 แต้ม ประตูได้-เสีย +2

ส่วน เปอร์โตริโก มี 3 แต้ม ประตูได้-เสีย -1

ด้วยความที่การแข่งขัน “ไม่มีผลเสมอ” ทำให้ เปอร์โตริโก ที่แข่งครบโปรแกรมไปแล้ว ต้องตกรอบไปก่อน เพราะไม่ว่า บาร์เบโดส หรือ เกรนาดา คว้าชัยชนะได้ในเกมสุดท้าย ก็จะมีคะแนน หรือไม่ก็ผลต่างประตูดีกว่า เปอร์โตริโก แน่นอน

แต่จากการที่ เกรนาดา ตุนผลต่างประตูไว้แล้ว +2 และมี 3 คะแนนแรกอยู่ในมือ ทำให้พวกเขาแพ้ด้วยผลต่างประตูเดียว ก็จะเข้ารอบด้วยจำนวนประตูที่ดีกว่าทุกทีมในกลุ่ม

สถานการณ์จึงบีบให้ บาร์เบโดส ที่ยังไม่มีคะแนน ต้องชนะด้วยผลต่าง 2 ประตูเท่านั้น ถึงจะพลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบได้

ในช่วงเวลาปกติ บาร์เบโดส ขึ้นนำ เกรนาดา 2-1 แต่เมื่อเหลือเวลาแข่งขันอีกเพียง 3 นาที บาร์เบโดสรู้ดีว่าถ้าเกมจบด้วยสกอร์นี้ พวกเขาจะตกรอบด้วยผลต่างประตูที่เป็นรองเกรนาดา

แต่ด้วยความที่กติการะบุไว้ว่า “ทุกนัดต้องมีผู้ชนะ ถ้าหากเสมอกันใน 90 นาที จะต่อเวลาพิเศษ” นั่นทำให้ บาร์เบโดส หัวหมอ จงใจยิงเข้าประตูตัวเองในช่วงท้ายเกมให้สกอร์เสมอกัน 2-2 เพื่อได้ลุ้นต่อในช่วงต่อเวลา

และสุดท้าย บาร์เบโดส ก็ยิง “โกลเด้นโกล” ในช่วงต่อเวลาได้หนึ่งลูก ทำให้สกอร์บอร์ดพวกประตูให้เขาอีก 2 ประตู ก่อนจบเกมไปด้วยชัยชนะ 4-2


Oliver Bierhoff 1996
เบียร์โฮฟฟ์ กลับตัวยิงแฉลบกองหลัง เป็นโกลเด้นโกลครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของศึกยูโร


หลังจากนั้นมา ในปี 1996 โกลเด้นโกล ที่เป็นประตูตัดสินชัยชนะอย่างแท้จริง ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยนัดชิงยูโรปีดังกล่าว เยอรมนี คว้าแชมป์ด้วยการดับสาธารณรัฐเช็ก ด้วยลูกยิงของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ อย่างที่เราได้เกริ่นไป

ในปี 1996 ยังเป็นปีแรกที่ศึก เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ จัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยฟุตบอลลีกสูงสุดของสหรัฐอเมริกา จะต่างจากที่อื่นๆ ก็คือมีการแบ่งโซนตะวันออก-ตะวันตกในฤดูกาลปกติ ก่อนจะคัดเอาทีมอันดับดีที่สุดของโซน ไปแข่งกันต่อในทัวร์นาเมนต์ที่เล่นกันแบบน็อคเอาต์

ทีมแชมป์เมเจอร์ลีก ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า “แชมป์ เอ็มแอลเอส คัพ” เพราะเกมสุดท้ายของฤดูกาล จะเตะกันที่สนามกลาง แล้วมอบแชมป์ให้กับผู้ชนะในเกมนั้น

ดีซี ยูไนเต็ด คือทีมแรกที่ได้แชมป์ เอ็มแอลเอส คัพ ซึ่งนัดชิงชนะเลิศพวกเขาเอาชนะ แอลเอ แกแล็กซี่ ด้วย “โกลเด้นโกล” จากลูกโขกเตะมุมของ เอ็ดดี้ โป๊ป

โกลเด้นโกล ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ศึก ฟร้องซ์ 98 ที่ฝรั่งเศส คือฟุตบอลโลกสมัยแรกที่มีการนำกติกานี้ไปใช้ และคนแรกที่ยิงโกลเด้นโกลได้ในฟุตบอลโลกก็คือ โลร็องต์ บล็องก์ ที่ซัดดับปารากวัย ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนพาเจ้าภาพทะลุไปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม ก็ยังคงมีโกลเด้นโกลบรรจุไว้ในการแข่งขัน 

คราวนี้ในทัวร์นาเมนต์เวิลด์คัพฉบับเอเชีย มีประตูทองเกิดขึ้นถึง 3 ลูก ได้แก่ อองรี กามาร่า ของเซเนกัล ซัดดับสวีเดน ในรอบ 16 ทีม, อาห์น จุง-ฮวาน ดาวยิงเกาหลีใต้ โขกดับอิตาลีในรอบ 16 ทีม 

และ อิลฮาน มานซิซ กองหน้าทีมชาติตุรกี ยิงดับเซเนกัล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้ มานซิซ คือนักเตะคนสุดท้ายที่ทำประตูจากโกลเด้นโกลได้ในฟุตบอลโลก

นอกจากฟุตบอลโลกแล้ว ฟีฟ่า ยังเคยนำโกลเด้นโกลไปใช้ ในศึก คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ในปี 1997, 1999 และ 2003 ด้วย 

โดย เธียร์รี่ อองรี คือนักเตะคนเดียว ที่ทำประตูชัยจากโกลเด้นโกล ได้ในนัดชิงชนะเลิศรายการแข่งขันของฟีฟ่า เมื่อยิงดับ แคเมอรูน 1-0 พาทีมตราไก่คว้าแชมป์คอนเฟดฯ ในปี 2003

 

นอกจากฟีฟ่าแล้ว องค์กรที่ใหญ่รองลงมาอย่างสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ก็นำโกลเด้นโกลไปใช้ในยูโร 2 สมัย คือปี 1996 และ 2000 

แชมป์ยูโรทั้ง 2 ครั้งนั้น ล้วนมีชัยในนัดชิงชนะเลิศด้วยโกลเด้นโกล ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนี ปี 1996 และฝรั่งเศส ที่เอาชนะ อิตาลี ในปี 2000 จากลูกยิงของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ซึ่งทีมตราไก่ ก็ผ่าน โปรตุเกส ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยโกลเด้นโกลจากจุดโทษของ ซีเนดีน ซีดาน ด้วย

นอกจากยูโรแล้ว ในรายการแข่งขันของสโมสรอย่าง ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก ในปัจจุบัน) ก็เคยตัดสินแชมป์ด้วย โกลเด้นโกล เช่นกัน ซึ่ง ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ในซีซั่น 2000-01 เมื่อ เดลฟี่ เคลี่ แบ็กขวาของ เดปอร์ติโบ อลาเบส ทำเข้าประตูตัวเอง สงเคราะห์ความสำเร็จให้หงส์แดงไป

ขณะที่ฟุตบอลโอลิมปิก ก็เคยมีโกลเด้นโกลที่น่าจดจำให้เห็น เมื่อ เอ็นวานโก้ คานู ซัดดับ บราซิล ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนพาไนจีเรีย หลุดเข้าไปคว้าเหรียญทองด้วยการเฉือนชนะ อาร์เจนตินา 3-2 ในนัดชิง

หรือจะเป็นเกมการแข่งขันของฟุตบอลหญิง ก็เคยมีโกลเด้นโกลเช่นกัน โดยนัดชิงฟุตบอลโลกหญิงปี 2003 เนีย คึนเซอร์ เป็นคนโขกประตูชัยให้สาวเมืองเบียร์ดับสวีเดน ซิวแชมป์โลกสมัยแรก

ในช่วงฤดูกาล 2002-03 ยูฟ่า ผุดไอเดียใหม่คือ “ซิลเวอร์โกล” ขึ้นมาใช้ในรายการแข่งขันของตัวเอง เพื่อให้โอกาสทีมที่เสียประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษอีกนิด โดยให้ครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาพิเศษเล่นกัน 15 นาทีตามปกติ แต่ทีมใดที่นำได้ก็จะชนะไปเลย โดยไม่ต้องเล่นต่อในอีก 15 นาทีหลัง

ในศึกยูโร 2004 ทีมชาติกรีซสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยได้ซิลเวอร์โกลจากลูกโหม่งของ ตรายานอส เดลลัส ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรกพอดี ซึ่งการได้ประตูในนาทีแบบนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรจากโกลเด้นโกลสักเท่าไร


greece euro 2004
ยูโร 2004 กรีซ ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์สมัยแรกไปครองได้แบบไม่มีใครคาดฝันโดยเอาชนะ โปรตุเกส ที่เป็นเจ้าภาพไปได้ 1-0


อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ว่าโกลเด้นโกล หรือซิลเวอร์โกล ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรสำหรับเกมฟุตบอล และทั่วโลกเรียกร้องให้ยกเลิกกติกานี้ไปเสีย

จุดประสงค์เดิมที่มีการนำโกลเด้นโกลมาใช้ คือกระตุ้นให้แต่ละทีมกล้าเปิดเกมรุกเพื่อคว้าชัยชนะไปเลยมากยิ่งขึ้นในช่วงต่อเวลา

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่เสียประตูจะแพ้ทันที โดยไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก ทำให้ทั้งสองทีมมักเลือกเล่นเกมรับเป็นหลักมากกว่า แล้วไปลุ้นเอาในช่วงดวลจุดโทษแทน

ขณะที่ซิลเวอร์โกล มีการพูดถึงกันเยอะมากว่าไม่มีประโยชน์ และไม่ได้ต่างจากโกลเด้นโกลสักเท่าไร ตัวอย่างชัดเจนก็คือ ประตูของกรีซในรอบตัดเชือกยูโร 2004 ที่เกิดขึ้นก่อนหมดครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาเพียงแค่ 15 วินาที

ถ้าหาก เดลลัส โหม่งให้กรีซนำในช่วง 15 วินาทีหลัง สถานการณ์มันจะต่างออกไป เพราะสาธารณรัฐเช็ก ที่ครองเกมได้เหนือกว่า จะมีเวลาอีกเกือบ 15 นาทีในการทำประตูตีเสมอ

และยิ่งไปกว่านั้น ที่หลายคนเห็นตรงกันก็คือ โกลเด้นโกล หรือ ซิลเวอร์โกล ทำให้ทีมที่เล่นได้ดีกว่า ต้องมาแพ้แบบโหดร้ายเกินไป ทั้งที่เสน่ห์ของฟุตบอลจริงๆ ก็คือ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเวลายังไม่หมด


IFAB
IFAB ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกฎกติกาการแข่งขันระดับสากลทั่วโลก ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้โกลเด้นโกล หรือซิลเวอร์โกลอีกต่อไป


สุดท้ายหลังจากจบยูโร 2004 คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ IFAB ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกฎกติกาการแข่งขันระดับสากลทั่วโลก ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้โกลเด้นโกล หรือซิลเวอร์โกลอีกต่อไป

นั่นทำให้การแข่งขันฟุตบอลรอบน็อคเอาต์ กลับมาตัดสินกันด้วยกติกาที่เราคุ้นเคย ก็คือถ้าเสมอกันใน 90 นาที ก็จะต่อเวลาพิเศษอีกครึ่งละ 15 นาที ถ้าหากยังไม่มีผู้ชนะอีก ก็จะใช้การดวลจุดโทษ

ส่วน “โกลเด้นโกล” เหลือเพียงตำนานที่เล่าขาน หรืออาจยังมีใช้อยู่บ้าง ในการแข่งขันฟุตบอลระดับท้องถิ่นสักแห่งของโลกเท่านั้น…