มาร์ค บอสนิช : อดีตตัวแทน ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่เคยทำตัวเองจนหมดอนาคต

ม้าโฉด
13:27 23/12/2019 | แชร์
Mark Bosnich

ตลอดช่วงเวลานานเกือบ 27 ปีที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีนักเตะเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เขายอมเซ็นสัญญาดึงตัวกลับมาร่วมทีมอีกครั้ง 

ไม่ใช่สตาร์ดังอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ไม่ใช่คนที่เขายอมกลั้นใจขายทิ้งอย่าง ยาป สตัม ขณะที่ ปอล ป็อกบา ก็ย้ายกลับมา โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจากที่เขาวางมือไปแล้ว 3 ปี

คนเดียวที่ป๋าเฟอร์กี้ยอมดึงตัวกลับมาสู่โรงละครแห่งความฝันคือ มาร์ค บอสนิช อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติออสเตรเลีย โดยเข้ามาเพื่อมาแทนที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่ย้ายออกไปแบบไม่มีค่าตัวหลังจบฤดูกาล 1998-99 

ในฤดูกาล 1999-2000 บอสนิช ถูกวางตัวให้เป็นนายด่านมือหนึ่งของทีมที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ และช่วยให้ทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

เขายังลงเฝ้าเสาในเกมสำคัญอย่าง อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ ที่ชนะ พัลไมรัส 1-0 ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ทีมปีศาจแดงคือทีมเดียวของอังกฤษ ที่ได้แชมป์รายการดังกล่าว 

แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากได้เป็นผู้รักษาประตูตัวเลือกแรกของหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลกได้แค่ฤดูกาลเดียว ชีวิตเขากลับดิ่งลงเหว โดยได้ลงสนามรวมกันอีกแค่ไม่ถึง 30 เกมในอีก 9 ปีถัดมา

เพราะอะไร ชีวิตของ บอสนิช ถึงพลิกผันได้มากขนาดนั้น เราไปย้อนดูเส้นทางอาชีพของเขากัน…



mark bosnich 1989
มาร์ค บอสนิช ลงสนามให้ทีมปีศาจแดงในลีกสูงสุด ในปี 1990


มาร์ค บอสนิช บินข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิดไปที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยเซ็นสัญญาเป็นนายประตูของทีมเยาวชน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1989

30 เมษายน 1990 เขาได้ลงสนามให้ทีมปีศาจแดงในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก ในเกมดิวิชั่น 1 เดิมที่เปิดบ้านพบกับ วิมเบิลดัน และผลการแข่งขันเสมอ 0-0 ทำให้เจ้าหนูจากแดนจิงโจ้รายนี้ เก็บคลีนชีตได้ทันที ตั้งแต่ลงสนามให้ แมนฯ ยูไนเต็ด นัดแรก

อย่างไรก็ตาม หลังจบฤดูกาล 1990-91 สโมสรตัดสินใจยกเลิกสัญญากับ บอสนิช เพราะไม่มีตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ให้ ซึ่งหลังจากที่ บอสนิช โดนปล่อยตัวออกไปแค่ 2 เดือน ทีมปีศาจแดงก็คว้าตัว ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นายด่านโนเนมจากเดนมาร์ก เข้ามาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง

ในช่วงเวลา 8 ปีที่ ชไมเคิ่ล กอบโกยความสำเร็จในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จนกลายเป็นตำนานนายทวารที่เก่งที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ทางด้าน บอสนิช ก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง จนกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในลีกสูงสุดอังกฤษ

หลังย้ายกลับไปเล่นให้กับทีม ซิดนีย์ โครเอเชีย ที่บ้านเกิดได้ไม่ถึงปี แอสตัน วิลล่า ก็ยื่นโอกาสดีๆ ทาบทามเขากลับไปเล่นที่แดนผู้ดีอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 1992 ก่อนที่ 1 ปีถัดจากนั้น เขากลายเป็นนายทวารมือหนึ่งของทีมสิงห์ผงาด

ในฤดูกาล 1993-94 ที่ บอสนิช กลายเป็นคนสำคัญของ แอสตัน วิลล่า เขาพาทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ โดยผลงานมาสเตอร์พีซคือรอบรองชนะเลิศที่พบกับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส เขาเซฟจุดโทษถึง 3 ลูกในช่วงดวลเป้า ซึ่งจากนั้นในปี 1996 วิลล่า ก็ได้แชมป์ถ้วยนี้อีกครั้ง และนั่นคือโทรฟี่สุดท้ายของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยผลงานโดดเด่นตลอด 7 ปีที่เฝ้าเสาในถิ่น วิลล่า พาร์ค และกำลังจะหมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ปี 1999 ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองเห็นโอกาสที่จะคว้าตัวนายประตูฝีมือดี ที่เคยเป็นเด็กฝึกของสโมสร กลับไปร่วมทีมอีกครั้ง แทนที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่เลือกอำลาไปอยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน


Mark Bosnich 1999
จังหวะสกัดของ มาร์ค บอสนิค ในโปรแกรมการแข่งขัน ยูฟ่า แชมป์เปี่ยนลีก ที่พบกับ เรอัล มาดริด


ถึงแม้จะได้เสื้อหมายเลข 1 ของตำนานยักษ์เดนส์ไปสวมใส่ เมื่อได้กลับไปเฝ้าเสากับผีแดง แต่ชีวิตในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของเขาก็เป็นไปแบบขึ้นๆ ลงๆ

พรีเมียร์ลีกซีซั่น 1999-2000 ออกสตาร์ทได้แค่ 3 นัด บอสนิช ก็มีปัญหาบาดเจ็บแฮมสตริงตั้งแต่ครึ่งแรกของเกมที่เปิดบ้านชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 จนต้องหายหน้าจากทีมไปนาน 2 เดือน

ในช่วงระหว่างนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องหันไปเซ็นสัญญากับ มัสซิโม่ ตาอิบี้ นายประตูชาวอิตาลีเข้ามาทำหน้าที่แทน 

ซึ่งเกมแรกที่ ตาอิบี้ ลงเฝ้าเสา เขาเป็น แมน ออฟ  เดอะ แมตช์ ด้วยผลงานเซฟอุตลุด พาทีมบุกชนะ ลิเวอร์พูล 3-2 ในวันแดงเดือด นั่นทำให้หลายคนเริ่มคิดว่า บางที บอสนิช อาจกลับมาเป็นแค่ตัวสำรอง

แต่ ตาอิบี้ มาดีแตกอย่างรวดเร็ว เขาทำผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยในเกมที่ทีมเปิดบ้านเสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 เมื่อก้มตัวรับลูกยิงไกลของ แม็ทธิว เลอ ทิสซิเอร์ พลาด จนบอลลอดหว่างขาเข้าประตู ก่อนจะโดน เชลซี ยิงซะพรุน 5-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั่นทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เลิกคิดที่จะใช้งาน ตาอิบี้ อีก และทำให้ บอสนิช ที่หายเจ็บกลับมาแล้ว ยึดมือหนึ่งคืนทันที

แต่ถึงแม้จะเป็นผู้รักษาประตูตัวเลือกแรก แต่ บอสนิช ก็ยังไม่ได้โชว์ฟอร์มในระดับที่ผู้รักษาประตูของยอดทีมควรจะเป็น เขาไม่เคยเก็บคลีนชีตในพรีเมียร์ลีกได้ติดต่อกันเกิน 2 นัด แถมมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยครั้งอีกต่างหาก

ถึงแม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหลังจบซีซั่น 1999-2000 โดยทำแต้มทิ้งห่าง อาร์เซน่อล ขาดถึง 18 คะแนน แต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงไร้เสถียรภาพ 

นั่นทำให้ช่วงซัมเมอร์ปี 2000 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องทุ่มเงินอีก 7.8 ล้านปอนด์ เป็นสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดของเกาะอังกฤษ กระชาก ฟาเบียง บาร์กเตซ ที่เพิ่งพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ตั้งแต่ก่อนที่ศึกยูโรกลางปีนั้นจะเริ่มขึ้น

ซึ่งหลังจากที่ บาร์กเตซ ย้ายไปยึดมือหนึ่งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แทนเขา นายประตูจากแดนจิงโจ้ก็หลุดไปเป็นมือสาม โดยที่ ไรมอนด์ ฟาน เดอ ฮาว ยังเป็นมือสองเหมือนเดิม 

จริงๆ เขามีโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองกลับคืนมา ถ้าหากเลือกย้ายไปร่วมทีม กลาสโกว์ เซลติก ในปี 2000 แต่ความดื้อรั้นที่คิดว่าตัวเองเจ๋งพอจะแย่งมือหนึ่งคืนได้จาก บาร์กเตซ แต่จริงๆ ไม่มีอะไรจะไปสู้นายด่านชาวฝรั่งเศสได้ ทำให้ บอสนิช ไม่ได้ลงสนามให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกต่อไป

สุดท้ายในเดือนมกราคม 2001 เขาก็โดนโละทิ้งให้ เชลซี แบบฟรีๆ 


Mark Bosnich UEFA 1999
ในปี 1999 มาร์ค บอสนิค ได้ออกสตาร์ทตัวจริงไม่กี่นัดเท่านั้น


ในหนังสืออัตชีวประวัติของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่วางขายในปี 2013 ป๋าเฟอร์กี้เผยถึงเรื่องราวภายใน สมัยที่ บอสนิช ยังเป็นลูกทีมของเขา โดยเรียก บอสนิช ว่า “มืออาชีพที่แย่มาก”

ย้อนไปในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2000 นัดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปเยือน วิมเบิลดัน บอสนิชไม่ควบคุมพฤติกรรมการกิน จงส่งผลต่อสภาพความฟิต และสุดท้ายก็ทำให้ทีมเสีย 2 ประตู ซึ่งผลการแข่งขันเสมอ 2-2

“บอสนิชหม่ำทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งแซนด์วิช, ซุป, สเต็ก เขาซัดทุกอย่างในเมนู จนผมต้องบอกเขาว่า ให้ตายเถอะพระเจ้า! เรากำลังคุมน้ำหนักแกอยู่นะ ทำไมแกถึงกินทุกอย่างแบบนั้น?”

“เรากลับไปที่ แมนเชสเตอร์ แล้วมาร์คก็กดโทรศัพท์มือถือโทรไปที่ภัตตาคารอาหารจีน แล้วก็สั่งอะไรไปกินอีก จนผมบ่นว่า “นี่แกยังไม่หยุดใช่ไหม?” ซึ่งผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรเขาได้อีก”

ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีการเปิดเผยความจริงว่า มาร์ค บอสนิช ไม่เคยเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของ เซอร์ อเล็กซ์ 

ในปี 1999 คนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเซ็นสัญญาไปแทนที่ ชไมเคิ่ล มากที่สุดคือ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ แต่ว่าทีมที่ได้ตัวนายด่านหุ่นยีราฟทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปแทนคือ ยูเวนตุส ซึ่งสุดท้ายกว่าที่ “น้าซาร์” จะได้ลงเอยกับผีแดง ก็ต้องรอจนถึงปี 2005


Mark Bosnich Chelsea 2002
ในปี 2002 มาร์ค บอสนิค ตัดสินใจออกจาก แมนฯยู และไปเซ็นสัญญากับ เชลซี รับค่าเหนื่อยมากถึง 45,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์


ส่วน บอสนิช หลังจากโยกไปอยู่กับ เชลซี กลายเป็นว่าชีวิตเขากู่ไม่กลับยิ่งกว่าเดิม

เขาได้รับค่าเหนื่อยจากทีมสิงโตน้ำเงินครามเป็นจำนวนสูงมากสำหรับนักเตะตำแหน่งผู้รักษาประตูในเวลานั้น (45,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์) แต่กลับไม่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพเลยแม้แต่น้อย

เขาปล่อยให้ตัวเองอ้วนฉุ ไม่คุมอาหาร ไม่รักษาความฟิต จนอาการบาดเจ็บที่ติดตัวเขาตั้งแต่สมัยเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่หายซะทีในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้โอกาสแย่งตำแหน่งมือหนึ่งจาก คาร์โล คูดิชินี่ ลดน้อยลงไปอีก

ในเดือนกันยายนปี 2002 บอสนิช ถูกตรวจพบว่าใช้สารเสพติด จน เชลซี ไม่คิดจะเลี้ยงไว้อีกต่อไป เขาถูกยกเลิกสัญญาทันที และเสียโอกาสที่จะได้ย้ายไปอยู่กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 

ขณะที่นายประตูชาวออสเตรเลียยังคงใช้ชีวิตแบบประมาท และยิ่งปล่อยให้ชีวิตลงเหวไปเรื่อยๆ ไปกับสารเสพติดอย่างโคเคน

คนที่นำพาชีวิตของ บอสนิช เข้าสู่วงจรยาเสพติด ก็คือ โซฟี แอนเดอร์ตัน นางแบบสาวชาวอังกฤษ ที่ บอสนิช หลงหัวปักหัวปำ เขาเคยบอกว่าเคยใช้โคเคนเป็นปริมาณมากถึง 10 กรัมใน 1 วัน และเคยเมาจนเกือบเอาปืนไรเฟิ่ลยิงใส่พ่อตัวเองมาแล้ว เพราะเห็นภาพหลอนเป็นโจรขึ้นบ้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ริ่มคิดได้ว่าต้องพาตัวเองกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนดีๆ ได้แล้ว ซึ่งบุคคลสำคัญที่นำพาเขากลับมาสู่ฟุตบอลก็คือ เอ็ด เดอ ฮุย อดีตรุ่นพี่ผู้รักษาประตูที่เชลซี 

เดอ ฮุย ทำงานเป็นโค้ชผู้รักษาประตูให้ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในปี 2007 และเสนอโอกาสให้ บอสนิช ได้ไปร่วมลงฝึกซ้อมเพื่อเรียกความฟิต คราวนี้ บอสนิช ทำงานอย่างหนักในช่วงปรีซีซั่น ขยันเข้าฟิตเนส ควบคุมอาหาร เลิกขาดยาเสพติด จนรีดน้ำหนักที่เคยทำให้เขาอ้วนฉุให้ลดลงไปถึง 15 กิโลกรัม

 

อย่างไรก็ตาม การห่างหายจากฟุตบอลอาชีพไปนานกว่า 5 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ฝีมือเขาตกไปเยอะ

บอสนิช ทำได้ดีที่สุดคือการกลับไปเซ็นสัญญาระยะสั้นกับทีม เซ็นทรัล โคสต์ มาริเนอร์ส ที่บ้านเกิดเมื่อปี 2008 และได้ลงเล่นอีกแค่ 6 นัด ก่อนจะปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลกับทีม ซิดนีย์ โอลิมปิก ในปี 2009 ด้วยการลงสนามแค่ 8 เกม โดยต้องแขวนสตั๊ดไปเพราะปัญหาบาดเจ็บแฮมสตริงเรื้อรัง

หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ มาร์ค บอสนิช เบนเข็มไปทำหน้าที่คอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลให้กับช่อง ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ โดยมีช่วงที่เกือบจะหันไปเป็นโค้ชให้ทีมในบ้านเกิด แต่มีปัญหาขาดโค้ชชิ่ง ไลเซ่นส์ ทำให้เขาต้องเอาดีกับงานโทรทัศน์อย่างเต็มตัวจนถึงตอนนี้

ชีวิตของ มาร์ค บอสนิช คือตัวอย่างที่เป็นบทเรียนได้เป็นอย่างดี ว่าถึงแม้คุณจะเคยเป็นคนเก่ง เคยได้เล่นให้กับสโมสรระดับโลก แต่ชีวิตคุณก็ตกต่ำถึงขีดสุดได้ ถ้าหากปล่อยตัวเองไปกับความประมาท

กว่าที่คุณคิดได้ว่าพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปมากขนาดไหน มันก็สายไปเสียแล้ว…