เยอรมนี 1 - อังกฤษ 5 : หนึ่งในชัยชนะที่สวยหรูที่สุด ในประวัติศาสตร์สิงโตคำราม

ม้าโฉด
12:11 11/02/2020 | แชร์
england fans

คืนวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2019 ถือเป็นการลงสนามนัดที่ 1,000 พอดีในประวัติศาสตร์ของทีมชาติอังกฤษ โดยเป็นเกมยูโร 2020 รอบคัดเลือก พบกับ มอนเตเนโกร ที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

จากทั้งหมด 1,000 นัดที่ผ่านมา มีหลายเกมที่อยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืมของทัพสิงโตคำราม 

แน่นอนว่านัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 ที่เอาชนะ เยอรมนีตะวันตก ไป 4-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ คือเกมที่มีความสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อ 53 ปีก่อน ยังคงเป็นความสำเร็จเพียงรายการเดียวของอังกฤษ จนถึงทุกวันนี้

จริงๆ ยังมีอีกหลายนัดที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก อย่างเช่นการดวลจุดโทษเอาชนะ โคลอมเบีย หลังเสมอกัน 1-1 ใน 120 นาทีของรอบ 16 ทีมสุดท้าย เวิล์ด คัพ 2018 นั่นคือครั้งแรกที่ทีมสิงโตคำรามยิงเป้าชนะคู่แข่งได้ในฟุตบอลโลก

การเอาชนะทีมบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 13-0 ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 1888 ซึ่งเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุด นับตั้งแต่อังกฤษมีทีมฟุตบอลของประเทศชาติเป็นต้นมา

การบุกถล่ม โครเอเชีย 4-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือกถึงซาเกร็บ ด้วยแฮตทริกของ ธีโอ วัลค็อตต์ ถือเป็นการล้างแค้นทบต้นทบดอก ที่ทีมตาหมากรุกทำให้พวกเขาตกรอบคัดเลือก ยูโร 2008 คาบ้านตัวเอง

แต่หนึ่งในชัยชนะที่ถูกย่องให้เป็นเกมที่ดีที่สุด และน่าจดจำมากที่สุดของทัพสิงโตคำราม คือการบุกถล่ม เยอรมนี 5-1 ถึงมิวนิค ในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือกโซนยุโรป เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2001 

ว่ากันว่านั่นคือเกมที่ทีมชาติอังกฤษระเบิดฟอร์มในการลงเล่นนอกประเทศได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกอย่างช่างหอมหวาน มันคือการล้างแค้นหนึ่งในชาติคู่ปรับตลอดกาลด้านลูกหนัง, เป็นเกมสำคัญที่ส่งผลต่อการชี้ชะตาเข้ารอบบอลโลก และทุกประตูที่ได้ เป็นการยิงอย่างใสสะอาด



england 2001
รายชื่อตัวจริงของทีมชาติอังกฤษ ณ เวลานั้น ถือว่ารวมเหล่าสตาร์ไว้ล้นทีม


ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก มีโควต้าเข้ารอบสุดท้ายสำหรับชาติจากยุโรปทั้งหมด 13.5 โควตา

รอบคัดเลือกจะถูกแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 ทีม คัดเอาแชมป์ของแต่ละกลุ่มผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติ 

ส่วนอันดับ 2 ของแต่ละกลุ่มอีก 9 ทีม จะมี 8 ทีมต้องมาเพลย์ออฟกับทีมในยุโรปด้วยกันเอง แย่งตั๋วที่มีให้ 4 ใบ ขณะที่ทีมสุดท้ายที่เป็นเศษ จะต้องไปเพลย์ออฟกับทีมอันดับที่ 3 ของโซนเอเชีย (เพราะเจ้าภาพอย่างญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ได้ไปแล้ว 2 โควตา)

ทีมชาติอังกฤษ ถูกจับสลากไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ เยอรมนี, ฟินแลนด์, กรีซ และ แอลเบเนีย ถือเป็นกลุ่มที่ไม่ง่าย สำหรับการหาทีมเข้ารอบโดยอัตโนมัติแค่เพียงทีมเดียว

ภายใต้การคุมทีมของ เควิน คีแกน อังกฤษเริ่มเส้นทางสู่เวิลด์คัพฉบับเอเชียได้ไม่ดีนัก พวกเขาเพิ่งตกรอบแรกยูโร 2000 และเกมแรกของศึกคัดบอลโลก คือการเจอกับคู่ปรับที่สำคัญที่สุดของกลุ่มอย่าง เยอรมนี

นั่นยังเป็นนัดสุดท้ายที่สนามเวมบลีย์เก่าเปิดใช้งาน ก่อนปิดปรับปรุงนาน 7 ปี แต่ประตูชัยของ ดีทมาร์ ฮามันน์ ทำให้งานกร่อย อังกฤษ แพ้ เยอรมนี คาบ้าน 0-1 ซึ่งหลังจบเกม คีแกน ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมทันที

นอกจาก คีแกน แล้ว นักเตะตัวเก๋าทีมสิงโตคำรามทั้ง โทนี่ อดัมส์ และ แกรม เลอ โซ ก็ลงสนามให้ทีมชาติวันนั้นเป็นครั้งสุดท้ายด้วย

เมื่อ คีแกน ไขก๊อกออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน อังกฤษต้องให้ ฮาวเวิร์ด วิลกินสัน ทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพแทน แล้วก็ทำได้แค่บุกไปเสมอ ฟินแลนด์ 0-0 ที่เฮลซิงกิ ในอีก 4 วันถัดมา

จบรอบคัดเลือก 2 นัดแรก อังกฤษตามหลังทีมอินทรีเหล็กห่าง 5 แต้ม พวกเขาต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยด่วน หากไม่อยากให้ความหวังไปบอลโลกริบหรี่ยิ่งกว่านี้


Sven-Goran Eriksson 2001
สเวน คือโค้ชต่างชาติคนแรกๆของทีมชาติอังกฤษ


ณ เวลานั้น อังกฤษยังขาดแคลนกุนซือฝีมือดี สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) จึงเลือกทาบทาม สเวน โกรัน อีริคส์สัน โค้ชชาวสวีเดนของ ลาซิโอ ตั้งแต่เนิ่นๆ 

ตลอด 2000 ปีของคริสตศักราช ทีมชาติอังกฤษไม่เคยจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้จัดการทีม แต่วิกฤติผลงานทีมตอนนั้น จำเป็นต้องใช้กุนซือมือระดับโลกเท่านั้น

อีริคส์สัน สอบผ่านทุกคุณสมบัติ เขาคือคนที่เพิ่งพา ลาซิโอ คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี พ่วงด้วยแชมป์ โคปปา อิตาเลีย ในฤดูกาล 1999-2000 แถมในซีซั่นก่อนหน้านั้น เขาก็พาอินทรีฟ้าขาวคว้าถ้วย ยูฟ่า คัพ แถมยังสปีคอิงลิชคล่องปรื๋ออีกต่างหาก

วันที่ 31 ตุลาคม ปี 2000 เอฟเอ คอนเฟิร์มว่า อีริคส์สัน จะมาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนใหม่ในเดือนกรกฎาคมปี 2001 ซึ่งถือเป็นการรอให้เขาคุม ลาซิโอ จนจบฤดูกาลเสียก่อน 

แต่กุนซือชาวสวีดิชมาเริ่มงานกับทีมสิงโตคำรามเร็วกว่านั้น เขาลาออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชทีมอินทรีฟ้าขาวตั้งแต่เดือนมกราคม 2001 นั่นทำให้เกมแรกที่อังกฤษมีโค้ชต่างชาติคุมทีม คือการถล่ม สเปน 3-0 ในเกมอุ่นเครื่องที่สนาม วิลล่า พาร์ค เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2001 ถือเป็นการประเดิมการคุมทีมนัดแรกของ อีริคส์สัน อย่างสวยงาม

การได้ตัว อีริคส์สัน มาคุมทีมก่อนกำหนด ยังเป็นประโยชน์ให้ทีมชาติอังกฤษมีโค้ชฝีมือดีคุมทีมในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 3 นัด ที่พบกับ ฟินแลนด์, แอลเบเนีย และ กรีซ ซึ่ง อีริคส์สัน พาทีมเก็บได้ 9 คะแนนเต็มจาก 3 เกมนี้ 

นั่นทำให้สถานการณ์ก่อนเกมชี้ชะตากลุ่ม 9 ที่มิวนิค เยอรมนี นำจ่าฝูงแข่ง 6 นัด มี 16 แต้ม ส่วน อังกฤษ ตามมาเป็นอันดับ 2 แข่ง 5 นัด มี 10 คะแนน

เยอรมนี จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายทันที หากเปิดบ้านเอาชนะทีมสิงโตคำรามได้ หรือต่อให้เสมอก็ยังได้เปรียบ เพราะเกมสุดท้ายของรอบคัดเลือก ทีมจากเมืองเบียร์ขอแค่แต้มเดียวในการเปิดบ้านพบ ฟินแลนด์ ก็จะคว้าแชมป์กลุ่มได้เช่นเดียวกัน

นั่นหมายความว่า หากอังกฤษต้องการพลิกสถานการณ์กลับมากุมความได้เปรียบ พวกเขามีทางเลือกเดียวคือต้องบุกชนะให้ได้เท่านั้น


germany2001
เหล่าผู้เล่นทีมชาติเยอรมันก็ไม่แพ้กัน นำทัพโดยประตูที่ดีที่สุดของโลก ณ เวลานั้นคือ โอลิเวอร์ คาห์น


ทีมชาติเยอรมนีเมื่อ 18 ปีก่อน คุมทีมโดย รูดี้ โฟลเลอร์ พวกเขามี โอลิเวอร์ คาห์น ซึ่งถือเป็นนายด่านที่ดีที่สุดของโลก ณ เวลานั้น สวมปลอกแขนกัปตันลงเฝ้าประตู

ระบบการเล่นคือ 3-4-1-2 มี โธมัส ลิงเค่, เยนส์ โนว็อทนี่ และ คริสเตียน เวิร์นส์ เป็น 3 เซนเตอร์แบ็ก

วิงแบ็ก 2 ข้าง ประกอบด้วย มาร์โค เรห์เมอร์ ทางขวา ยอร์ก โบห์เม่ ยืนทางซ้าย ขณะที่แดนกลางวาง ดีทมาร์ ฮามันน์ กับ มิชาเอล บัลลัค คุมเกมร่วมกัน 

ส่วนแนวรุกมี เซบาสเตียน ไดส์เลอร์ เป็นจอมทัพ ปั้นเกมอยู่หลัง คาร์สเท่น ยังเคอร์ กับ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ ซึ่งเป็นคู่หัวหอก

ขณะที่ทีมชาติอังกฤษของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน มาในระบบไม่ซับซ้อน 4-4-2 ตามถนัด 

เดวิด ซีแมน เฝ้าเสา แผงหลังจากขวาไปซ้ายประกอบด้วย แกรี่ เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, โซล แคมป์เบลล์ และ แอชลี่ย์ โคล

แดนกลางนำโดยกัปตันทีมสุดหล่อ เดวิด เบ็คแฮม, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, พอล สโคลส์ และ นิค บาร์มบี้

ส่วนคู่ศูนย์หน้ามาจากค่ายหงส์แดง ไมเคิ่ล โอเว่น จับคู่กับ เอมิล เฮสกี้

ขณะที่ผู้ตัดสิน คือกรรมการที่ดีที่สุดในโลก ณ ชั่วโมงนั้นอย่าง ปิแอร์ลุยจิ คอลลิน่า

 

เปิดเกมมาแค่ 6 นาที มิชาเอล บัลลัค วางบอลยาวเข้าไปในเขตโทษให้ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ โหม่งชงให้ คาร์สเท่น ยังเคอร์ ปรี่เข้าจิ้มบอลผ่าน เดวิด ซีแมน ง่ายๆ

การที่อินทรีเหล็กออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว น่าจะทำให้เจ้าบ้านคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่ยากนัก

แต่อังกฤษไม่ยอมให้สกอร์ตามหลังนาน ก็ตามตีเสมอ 1-1 ตั้งแต่นาทีที่ 12 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกฟรีคิก ที่ แกรี่ เนวิลล์ โหม่งบอลหนุนกลับเข้าไปในเขตโทษ แล้ว นิค บาร์มบี้ โหม่งชงต่อให้ ไมเคิ่ล โอเว่น ตวัดยิงสู่ก้นตาข่ายโล่งๆ เข้าไป

เยอรมนี พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นนำอีกครั้ง ก่อนหมดครึ่งแรก เมื่อ เซบาสเตียน ไดส์เลอร์ โฉบเข้ายิงลูกจ่ายถวายพานจากฝั่งขวาของ โอลิเวอร์ นอยวิลล์ หลุดกรอบอย่างเหลือเชื่อ

นั่นทำให้ทีมของ รูดี้ โฟลเลอร์ พลาดโอกาสที่จะขึ้นนำอีก ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของเกม

เพราะช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก อังกฤษมาได้ฟรีคิกทางฝั่งขวา เดวิด เบ็คแฮม เปิดจังหวะแรกติดกองหลังเยอรมนีโหม่งเคลียร์ออกมา แต่บอลยังเข้าทางให้เขาหาจังหวะเปิดเหมาะๆ อีกหน

คราวนี้ เบ็คแฮม ล็อคเข้าเท้าซ้าย แล้วโยนโด่งกลับเข้าไปอีกครั้ง แล้วเป็น ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่โหม่งชงคืนหลังให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด พักอก แล้วเอี้ยวตัวซัดด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างเฉียบขาด

จบครึ่งแรก เยอรมนี ตามหลัง อังกฤษ 1-2 โมเมนตัมทุกอย่างตกเป็นของทีมเยือน


england 5 - 1 germany
สกอร์บอร์ดช่วงท้ายเกมบ่งบอกทุกอย่างสำหรับนัดนี้แล้ว


ครึ่งหลังเปิดฉากไปเพียง 3 นาที อังกฤษ หนีห่างเป็น 3-1 เบ็คแฮม โยนด้วยเท้าซ้ายจากฝั่งขวาอีกครั้ง คราวนี้ เอมิล เฮสกี้ ขึ้นโหม่งชงให้ ไมเคิ่ล โอเว่น เอี้ยวตัวซัดด้วยขวาแบบมีเวลาเหลือเฟือ โดยที่ โอลิเวอร์ คาห์น ล้มตัวปัดไว้ไม่อยู่

การตามหลังห่างถึง 2 ประตู บีบให้ เยอรมนี เร่งเกมบุกมากขึ้น แต่กลายเป็นการเปิดพื้นที่ว่างในแดนหลัง นั่นทำให้นาที 66 สตีเว่น เจอร์ราร์ด เบิ้ลบอลทะลุช่องให้ ไมเคิ่ล โอเว่น หลุดไปซัดแฮตทริกอย่างง่ายดาย เป็น 4-1

ก่อนเข้าช่วง 15 นาทีสุดท้าย พอล สโคลส์ บรรจงเปิดบอลคุณภาพให้ เอมิล เฮสกี้ หลุดเดี่ยวไปซัดปิดกล่อง เท่ากับว่า อังกฤษ บุกถล่ม เยอรมนี ย่อยยับ 5-1 ถือเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุด ในประวัติศาสตร์การเจอกันของ 2 ทีมนี้

จากการที่ประตูทั้ง 5 ของทีมสิงโตคำราม ล้วนมาจากนักเตะของลิเวอร์พูล จึงมีการพาดหัวกันแบบแสบๆ ว่า “เยอรมนี 1 - ลิเวอร์พูล 5” ในเช้าวันถัดมาด้วย

ขณะที่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ได้รับคำชมจากทั่วทุกสารทิศ ภายใต้การคุมทีมของเขา อังกฤษทำผลงานดีวันดีคืน จนมีโจ๊กพูดกันเล่นๆ ว่า เขาควรได้เป็นท่านเซอร์คนแรก ที่เป็นชาวสวีเดน

จากการที่ได้ชัยชนะสำคัญ ตามด้วยการเปิดบ้านชนะ แอลเบเนีย 2-0 ในอีก 4 วันถัดมา ทำให้ อังกฤษ พลิกสถานการณ์มาเป็นฝ่ายกุมชะตาคว้าแชมป์กลุ่มไว้ในมือ

เกมสุดท้ายที่จะเปิดบ้านพบกับ กรีซ ขอแค่มีผลการแข่งขันที่ไม่แย่กว่า เยอรมนี ที่จะพบ ฟินแลนด์ ตั๋วไปลุยบอลโลกโดยไม่ต้องเหนื่อยเพลย์ออฟ จะตกเป็นของสิงโตคำราม

ซึ่งในนัดสุดท้ายมีดราม่านิดหน่อย เพราะ เยอรมนี อุตส่าห์พลาดเสมอ ฟินแลนด์ 0-0 ให้แล้ว แต่อังกฤษ เกือบจะพลาดท่าแพ้ กรีซ คาบ้านตัวเอง ในเกมที่เล่นกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ยังดีที่ เดวิด เบ็คแฮม ซัดฟรีคิกเข้าไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้สกอร์นัดสุดท้าย อังกฤษ เสมอ กรีซ 2-2 และผ่านเข้ารอบได้ตามเป้า

 

สำหรับชัยชนะ 5-1 เหนือเยอรมนีถึงถิ่น นอกจากจะมีความสำคัญในแง่ของผลการแข่งขัน, การลุ้นไปบอลโลก, ความสะใจของแฟนบอลทั้งประเทศแล้ว 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการประกาศให้โลกรู้ว่า นักเตะอังกฤษชุดสร้างความฮือฮาที่มิวนิค คือชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่ทีมชาติเคยมีมา

เดวิด เบ็คแฮม, ไมเคิ่ล โอเว่น คือสตาร์ตัวชูโรง ที่เติบโตจากการเป็นแค่ดาวรุ่งในศึกฟร้องซ์ 98 มาเป็นตัวแบกความหวังของชาติได้อย่างเต็มตัว

โซล แคมป์เบลล์ กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ คือเซนเตอร์แบ็กระดับเวิลด์คลาส ก่อนที่ จอห์น เทอร์รี่ จะก้าวขึ้นมาทาบชั้นได้ในเวลาต่อมา ส่วน แอชลี่ย์ โคล ถูกยกให้เป็นแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ในช่วงยุค 2000’s

สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับ พอล สโคลส์ คือมิดฟิลด์ตัวกลางที่ดีที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษ ก่อนที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด จะยกระดับขึ้นมาทดแทน สโคลซี่ ที่อำลาทีมชาติไปตั้งแต่จบยูโร 2004

ว่ากันว่าระหว่างปี 2001-2006 อังกฤษเข้าสู่ยุค “โกลเด้น เจเนอเรชั่น” คือมีนักเตะชั้นยอดโผล่ขึ้นมาแจ้งเกิดในระดับโลก ตั้งแต่กองหลังยันกองหน้า

ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเป็นตำนานของหลายๆ คน มันเกิดขึ้นจากชัยชนะเหนือ เยอรมนี 5-1 นั่นแหละ

และถ้าหากถามว่า “เกมไหนที่ทีมชาติอังกฤษเล่นได้ดีที่สุดในบรรดา 1,000 เกมในประวัติศาสตร์?”

เชื่อว่าคำตอบจำนวนไม่น้อย ต้องยกให้เกมๆ นี้