อังเดร เชฟเชนโก้ : ผู้เสียสละความเป็นตำนานมิลาน เพื่อ "ครอบครัว"

ม้าโฉด
10:50 06/01/2020 | แชร์
shevchenko

ย้อนไปช่วงราวๆ 15-20 ปีที่แล้ว ชื่อของ อังเดร เชฟเชนโก้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่เก่งที่สุดในโลก และว่ากันว่าแฟนบอลหลายคนรู้จักชื่อประเทศยูเครน ก็เพราะผลงานของเขา

แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของ เชฟเชนโก้ คือตอนที่เล่นให้กับ เอซี มิลาน ระหว่างปี 1999-2006 เขาคืออันดับ 2 ของชาร์ทดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมปีศาจแดงดำ ด้วยผลงาน 176 ประตู โดยเป็นการซัดใน กัลโช่ เซเรีย อา ถึง 127 ลูก

แค่ฤดูกาลแรกที่ย้ายจาก ดินาโม เคียฟ ไปอยู่กับ มิลาน เขาสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการลูกหนังอิตาลีทันที ด้วยการยิงใน เซเรีย อา ถึง 24 ประตู จากการลงสนาม 32 นัด ถือเป็นชาวต่างชาติคนแรก ที่คว้าดาวซัลโวสูงสุด ได้ตั้งแต่ฤดูกาลเดบิวต์ในลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี

“เชว่า” ยังเป็นนักเตะยูเครนคนแรก ที่ได้ชูถ้วยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ มิลาน ในฤดูกาล 2002-03 

จากนั้นผลงานมาสเตอร์พีซในซีซั่น 2003-04 ที่ซัดใน กัลโช่ เซเรีย อา ถึง 24 ลูก พาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ ก็ช่วยให้เขาคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ ไปครอง

หลังจากได้แชมป์ลีกสมัยแรกกับมิลาน ในปี 2004 เชฟเชนโก้ ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่ในถิ่น ซาน ซิโร่ จนถึงปี 2009 ถ้าหากไม่ย้ายทีมซะก่อน เขาจะอยู่กับมิลานยาวจนถึงตัวเองอายุ 33 ปี

เขาคือศูนย์หน้าตัวเลือกแรกภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชลอตติ เป็นที่รักยิ่งของแฟนบอลรอสโซเนรี่ และเล่นให้กับสโมสรที่แข็งแกร่งที่สุดของอิตาลี 

หากมองใน “มุมของฟุตบอล” มันดูไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่เขาจะต้องย้ายออกมา

แต่อีกสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตคน มันคือ “ครอบครัว” และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้ เชว่า เลือกที่จะอำลาสโมสรที่เขาเคยร่วมสร้างความยิ่งใหญ่นาน 7 ปี เพื่อไปค้าแข้งในอังกฤษ



shevchenko wife
อังเดร เชฟเชนโก้ และภรรยาของเค้า คริสเท่น พาซิค


อังเดร เชฟเชนโก้ มีภรรยาเป็นนางแบบสาวชาวอเมริกันชื่อ คริสเท่น พาซิค พวกเขาพบกันในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ หลังอีเว้นท์ฺเปิดตัวชุดสูทใหม่ของ อาร์มานี่ เมื่อปี 2002 ก่อนจะแต่งงานกันในเดือนกรกฎาคม ปี 2004 และมีลูกคนแรกด้วยกันในเดือนตุลาคมปีนั้น

เชฟเชนโก้ ไม่ใช่คนที่เก่งภาษาอังกฤษ ส่วน พาซิค ก็พูดภาษายูเครนไม่ได้ สิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ของคู่นี้ คือภาษาอิตาเลียน

การใช้ภาษาอิตาเลียนในการสื่อสารกันไม่ใช่ปัญหาของทั้งคู่ แต่เมื่อสองสามี-ภรรยาคิดถึงอนาคตของลูก พวกเขาเห็นตรงกันว่า ภาษาที่ทายาทของพวกเขาต้องใช้ได้อย่างคล่องแคล่วคือภาษาอังกฤษเท่านั้น 

และวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้ลูกชายของทั้งคู่เติบโตมาสปีกอิงลิชอย่างคล่องแคล่ว ก็คือต้องย้ายไปอยู่ด้วยกันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

“พวกเราตัดสินใจร่วมกันถึงผลประโยชน์สูงสุดของครอบครัวเรา ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ภรรยาของผมก็พูดภาษายูเครนไม่ได้ ภาษาเดียวที่เราพูดได้เหมือนกันคือ อิตาเลียน”

“วิธีเดียวที่เราจะมอบความรักให้ลูกของเราได้อย่างดีที่สุด ก็คือให้เขาได้เรียนภาษาอังกฤษ” เชฟเชนโก้ ให้สัมภาษณ์ไว้ในเดือนพฤษภาคม 2006

และในเวลานั้น มันไม่มีทีมไหนอีกแล้ว ที่มีทุกอย่างพร้อมจะพา เชฟเชนโก้ ออกจากมิลาน ได้ดีไปกว่า เชลซี


shevchenko chelsea sign
อังเดร เชฟเชนโก้ ในวันที่ย้ายไยัง เชลซี ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติเกาะอังกฤษ 30.8 ล้านปอนด์


เชลซี คือสโมสรที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงที่มีความสะดวกสบาย พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกัน แถมยังมีทุนไม่อั้นที่จะจ่ายค่าตัวของ เชฟเชนโก้ ที่ มิลาน ต้องการ เพราะมีเจ้าของเป็นเศรษฐีผู้คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่าง โรมัน อบราโมวิช

นับตั้งแต่ อบราโมวิช เทคโอเวอร์สโมสร เมื่อปี 2003 เขามีความฝันมาตลอดว่า สักวันหนึ่งจะต้องดึงตัว เชฟเชนโก้ ไปเล่นในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ให้ได้

ซัมเมอร์ปี 2003, 2004 และ 2005 ไม่มีปีไหนที่ทีมสิงโตน้ำเงินคราม ไม่แสดงความพยายามที่จะทุ่มเงินคว้าตัวสุดยอดดาวยิงยูเครนไปเสริมทัพ แต่ถูก มิลาน ปฏิเสธทั้งหมด

แน่นอนสิ...เอซี มิลาน คือทีมที่แกร่งที่สุดทีมหนึ่งของยุโรปในช่วงต้นยุค 2000’s และยังไม่ได้เดือดร้อนอะไรในเรื่องเงิน มันจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะต้องขายดาวยิงตัวสำคัญทิ้ง

แต่ในเดือน 2006 มันคือเรื่องที่ต่างออกไป เพราะ จอร์แดน ลูกชายคนแรกของ เชฟเชนโก้ กำลังจะอายุครบ 2 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะกับการเรียนรู้ที่จะสื่อสาร เขาต้องการพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อังกฤษในปีนั้นให้ได้

สุดท้าย เอซี มิลาน ก็ตกลงยอมขายดาวยิงตัวเก่งให้ เชลซี ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2006 ด้วยค่าตัวสูงถึง 30.8 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่แพงเป็นสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษในตอนนั้น

เชฟเชนโก้ ได้สวมเสื้อเบอร์เดิมที่เคยสร้างตำนานกับ มิลาน นั่นคือหมายเลข 7 ที่ว่างลงหลังจากที่ มานิเช่ กองกลางชาวโปรตุกีส หมดสัญญายืมตัว


shevchenko chelsea
แทนที่เค้าจะย้ายมาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในเกาะอังกฤษแต่ อังเดร เชฟเชนโก้ กลับผิดหวัง เพราะเค้าไม่สมารถโชว์ฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการคว้าตัว อังเดร เชฟเชนโก้ จะเป็นสิ่งที่ โรมัน อบราโมวิช ปรารถนามาตลอด แต่สำหรับผู้จัดการทีมอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ แล้ว เรื่องการดึงตัวดาวยิงทีมชาติยูเครนมาเล่นด้วย ไม่เคยอยู่ในความต้องการของเขา

มูรินโญ่ เป็นกุนซือที่มักใช้แท็กติกที่มีกองหน้าตัวเป้าแค่คนเดียว เขามี ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ที่สูง 188 เซนติเมตร เป็นตัวหลักอยู่แล้ว จึงไม่คิดจะหาซูเปอร์สตาร์ที่ไหนมาทับตำแหน่งของ ดร็อกบา อีก

ถ้าคิดจะซื้อกองหน้า มันต้องเป็นพวกอะไหล่เสริมที่ยอมเป็นตัวสำรองดีๆ โดยไม่ทำให้สมดุลของทีมเสียมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่ทำไม ซาโลมง กาลู ถูกดึงตัวเข้าไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ชื่อชั้นของ เชฟเชนโก้ ยังจัดว่าเป็นผู้เล่นระดับโลก การได้ตัวนักเตะระดับนี้มาร่วมทีม แน่นอนว่ากุนซือทุกคน ต้องหาวิธีใช้งานให้ได้

สุดท้าย สิ่งที่ มูรินโญ่ ต้องทำคือต้องปรับไปใช้แท็กติกที่เขาไม่ถนัด นั่นคือ 4-4-2 หรือไม่ก็ 4-3-1-2 โดยให้พวกกองกลางยืนกันแบบไดมอนด์ เพราะเขาไม่ต้องการให้กองหน้าที่เขาไว้ใจที่สุดอย่าง ดร็อกบา หลุดจากทีม

แม้ เชฟเชนโก้ จะยิงได้ทันทีในเกมประเดิมสนาม ที่แพ้ ลิเวอร์พูล 1-2 ในศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แต่ฟอร์มโดยรวมถือว่าขาดความสม่ำเสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาปรับสไตล์การเล่นไม่ได้ เมื่อต้องเปลี่ยนจากความคุ้นเคยกับฟุตบอลอิตาลี มาเจอกับเกมที่เล่นกันเร็วมากที่อังกฤษ

ก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาส เขายิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้แค่ 3 ลูก บวกกับไม่คุ้นเคยกับการต้องลงแข่งติดๆ กันในช่วงบ็อกซิ่งเดย์จนถึงวันขึ้นปีใหม่ สภาพร่างกายของเขาไม่พร้อมสำหรับเกมหนัก สุดท้ายก็ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรอง

การที่ มูรินโญ่ ต้องพะวงกับการหาตำแหน่งลงให้กับ เชฟเชนโก้ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำงานลำบาก เพราะไม่สามารถจับดาวยิงค่าตัวแพงที่สุดของสโมสร นั่งสำรองติดๆ กันได้นานๆ 

แต่พอให้กลับมาเป็นตัวจริง เชฟเชนโก้ ก็ไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของคนเป็นโค้ชได้…

สุดท้ายจากทีมที่เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีติดแบบง่ายดาย กลายเป็นว่าต้องเสียแชมป์ให้กับทีมที่ค้นพบระบบที่ลงตัวได้มากกว่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ประเด็นเรื่อง เชฟเชนโก้ คือหนึ่งในชนวนสำคัญที่ทำให้ มูรินโญ่ มีปัญหากับ โรมัน อบราโมวิช ในช่วงการคุมทีมภาคแรก และเมื่อผลงานของทีมเริ่มย่ำแย่ เขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งกุนซือไป ในเดือนกันยายน 2007

อย่างไรก็ตาม พอตำแหน่งกุนซือเชลซีเปลี่ยนเป็น อัฟราม แกรนท์ แทนที่ศูนย์หน้ายูเครนจะได้โอกาสทองในการพิสูจน์ตัวเองใหม่ แต่อาการบาดเจ็บข้อเท้า ที่ทำให้หายหน้าจากทีมไปนานกว่า 2 เดือน กลับเป็นอุปสรรคขัดขวางให้เขาไม่สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่นได้อีก

เมื่อ เชลซี ตัดสินใจลงทุนคว้าตัว นิโกล่าส์ อเนลก้า จาก โบลตัน วันเดอเรอร์ส มาเสริมแนวรุกอีกในเดือนมกราคม 2008 นั่นยิ่งหมายความว่า แผนการที่ เชฟเชนโก้ จะได้ยึดตำแหน่งตัวจริง หมดลงทันที

และสุดท้ายหลังจากจบซีซั่น 2007-08 ที่ทีมได้แค่รองแชมป์ลีก และแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก สโมสรเริ่มหาวิธีที่จะปล่อยตัวหัวหอกผู้ไม่คุ้มค่าตัวคนนี้ออกไป อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าเหนื่อยที่มากกว่า 1 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ลง

ฤดูกาล 2008-09 เชฟเชนโก้ ถูกส่งกลับไปเล่นให้ เอซี มิลาน ด้วยสัญญายืมตัว แต่เขาไม่ใช่ตัวหลักของทีมเก่าอีกแล้ว คนที่ยึดตำแหน่งตัวจริงคือ อเล็กซานเดร ปาโต้ กับ ฟิลิปโป้ อินซากี้ ต่างหาก

และเมื่อถึงตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ 2009 เขาก็เก็บข้าวของย้ายกลับไปเล่นให้ทีมเก่าอย่าง ดินาโม เคียฟ โดยที่ เชลซี ยินยอมปล่อยออกไปให้แบบฟรีๆ 

นั่นทำให้ดีลของ อังเดร เชฟเชนโก้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในดีลซื้อขายนักเตะที่ล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก


shevchenko family
ถึงแม้ว่าเค้าจะโดนย้ายทีมไปอยู่ มิลาน แต่ เชฟเชนโก้ ยังเลือกอยู่ลอนดอนถึง 13 ปี เพราะครอบครัว


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ เชฟเชนโก้ จะล้มเหลวกับชีวิตค้าแข้งที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่ครอบครัวของเขายังอาศัยอยู่ที่อังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้

ลูกชายของเขาทุกคน ได้เติบโตอยู่ที่ลอนดอน ตามความตั้งใจที่เขามีตั้งแต่ตอนที่ภรรยาท้องลูกคนแรก นั่นทำให้ เชฟเชนโก้ ไม่เคยมองว่า การย้ายไป เชลซี คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด

“มันไม่มีทางเป็นเรื่องผิดพลาด ผมไม่เคยแม้แต่คิดเรื่องนั้น ผมไม่ชอบรื้อฟื้นอดีต เพราะอะไรที่มันควรจะเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้น”

“ผมอาศัยที่ลอนดอนมาแล้ว 13 ปี ครอบครัวของผมอยู่ที่นั่น ที่นั่นสะดวกสบาย และผมก็ต้องการให้ลูกชายของผมทั้ง 4 คนเข้าโรงเรียนที่นั่น”

“ลูกชายคนที่สองของผม (คริสเตียน) กำลังฝึกอยู่กับอะคาเดมี่ของเชลซี ที่นี่คือโรงเรียนที่ดี และสร้างนักเตะเก่งๆ ขึ้นมาจำนวนมาก ที่เล่นได้ในระดับสูง”

ปัจจุบัน อังเดร เชฟเชนโก้ คือเฮดโค้ชของทีมชาติยูเครน ชีวิตนักฟุตบอลของเขาในอดีตอาจน่าเสียดายที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะความเป็นตำนานกับ เอซี มิลาน มันถูกกลบด้วยภาพความล้มเหลวในการย้ายไปเล่นให้ เชลซี

แต่ที่แน่ๆ ในตอนนี้ “ครอบครัว” ที่ เชฟเชนโก้ สร้างขึ้น อยู่สุขสบายดี และเป็นไปในแบบที่เขาอยากจะให้มันเป็น