ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 : ช่วงเวลาที่ แมนฯ ซิตี้ คือ "เบอร์หนึ่งอังกฤษ" ตัวจริง

ม้าโฉด
11:44 11/05/2020 | แชร์
man city

เผลอแปปเดียวเวลาผ่านไปแล้ว 10 ปีนะครับ ซึ่ง “หนึ่งทศวรรษ” จะว่าผ่านไปเร็วก็เร็ว แต่ถ้ามองย้อนกลับไปก็มีอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นจนนึกออกไม่หมด

31 ธันวาคม 2019 คือวันสุดท้ายของ “ทศวรรษแรก” ของศตวรรษที่ 21 ซึ่งหากย้อนช่วงเวลาไปยังวันที่ 1 มกราคม 2010 ถือว่ามีความแตกต่างมากมายเหลือเกิน

วันแรกของปี 2010 ทีมอย่าง พอร์ทสมัธ, ซันเดอร์แลนด์ และ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ยังคงเล่นอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก แต่ปัจจุบัน 3 ทีมนี้ตกต่ำถึงขั้นเล่นอยู่แค่ระดับ ลีก วัน

ทีมที่นำจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันขึ้นปีใหม่ปีนั้นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ ณ ตอนนี้ ทีมปีศาจแดงไม่ใช่ทีมที่มีลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษอีกต่อไปแล้ว 

ส่วน ลิเวอร์พูล ที่เมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีศักยภาพใดๆ ที่จะท้าชิงแชมป์ระดับสูง ที่ก้าวมาสู่การเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของสหราชอาณาจักร และของยุโรปแทน

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้

นี่คือทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดในช่วงยุค 2010’s โดยทำได้ 4 สมัยในปี 2012, 2014, 2018 และ 2019 ซึ่งพวกเขาคือทีมเดียวที่ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

แม้แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกอังกฤษมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 20 สมัย ยังได้แชมป์พรีเมียร์ลีกได้แค่ 2 ครั้งในรอบ 10 ปีมานี้ คือปี 2011 และ 2013 



man city 2012
ในปี 2012 แมนฯซิตี้ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 44 ปี และนี่คือจุดเริ่มต้นสู้ยุครุ่งเรืองของเรือใบสีฟ้า


ทศวรรษที่ผ่านมา เชลซี คืออีกทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไป 3 ครั้ง ในปี 2010, 2015 และ 2017 ส่วนอีกทีมที่ได้สัมผัสกับบรรยากาศฉลองแชมป์ลีกแดนผู้ดีคือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำในสิ่งที่ทั้งโลกไม่คาดคิดได้ในฤดูกาล 2015-16

อย่างไรก็ตาม หากนับมาตรฐานโดยรวมเพียวๆ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่ยืนหยัดในระดับสูงของพรีเมียร์ลีกทศวรรษ 2010’s ได้ดีที่สุดอย่างแท้จริง

ทีมเรือใบสีฟ้า สามารถทำอันดับติดท็อปโฟร์ได้ถึง 9 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ซีซั่น 2010-11 จนถึง 2018-19 ทั้งที่ก่อนปี 2010 อันดับที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ในพรีเมียร์ลีกคืออันดับ 8 ในฤดูกาล 2004-05

แน่นอนว่าการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาไกลถึงขนาดนี้ เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มตั้งแต่ปลายทศวรรษก่อน ที่ ชีค มันซูร์ เทคโอเวอร์สโมสรเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2008 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ปีนั้น และค่อยๆ ลงทุนปรับเปลี่ยนเรือใบสีฟ้าจากทีมกลางตาราง ให้กลายเป็นสโมสรชั้นนำระดับโลก

ผู้เล่นคนแรกที่ ชีค มันซูร์ ทุ่มเงินดึงเข้าสู่สโมสรคือ โรบินโญ่ อดีตสตาร์ดังทีมชาติบราซิล ที่คว้ามาจาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของเกาะอังกฤษในตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม การเสริมทัพที่พลิกโฉมหน้าสโมสรไปสู่การเป็นยอดทีมได้จริงๆ จังๆ ก็คือดีลที่เกิดขึ้นหลังขึ้นปี 2010 เป็นต้นมา

ฤดูกาล 2009-10 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จบฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกแค่อันดับ 5 และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่สโมสรไม่สามารถติดท็อปโฟร์ได้

ชีค มันซูร์ คือมหาเศรษฐีที่บ้าฟุตบอล และมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เขารับไม่ได้กับเรื่องนี้ นั่นทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าต้องเสริมทัพให้หนัก เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่า แมนฯ ซิตี้ จะยกระดับศักยภาพได้มากพอ ที่จะเบียดขึ้นไปเป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์โดยทันที

ฤดูกาล 2010-11 เรือใบสีฟ้าทุ่มงบมหาศาลราวๆ 150 ล้านปอนด์ ซื้อสตาร์ดังเข้ามาเป็นกำลังหลักในระยะยาวจริงๆ จังๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาบิด ซิลบา, ยาย่า ตูเร่, เจมส์ มิลเนอร์, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ส่วนนักเตะอย่าง มาริโอ บาโลเตลลี่ และ เอดิน เชโก้ ก็เป็นอะไหล่ชั้นดีที่เพิ่มทางเลือกในแนวรุก

เมื่อรวมกับตัวหลักหน้าเดิมที่มีอย่าง แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า, โจ ฮาร์ท, ไนเจล เด ยองก์, แกเร็ธ แบร์รี่ และ ไมกาห์ ริชาร์ดส์ ทำให้ แมนฯ ซิตี้ แกร่งขึ้นจนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ก่อนคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จรายการแรกในยุคที่สโมสรอยู่ภายใต้การเทคโอเวอร์ของมหาเศรษฐีจากอาบูดาบี


kun aguero 2012
ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2011-2012 กุน อเกวโร่ ยิงประตูในนาทีสุดท้ายพาแมนฯซิตี้ได้แชมป์ลีกครั้งแรก


ฤดูกาล 2011-12 พวกเขาเสริมทัพไม่ได้เยอะเท่าปีก่อนหน้า แต่หนึ่งในนั้นคือดีลที่น่าจะดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อสามารถกระชากตัว เซร์คิโอ อเกวโร่ สุดยอดกองหน้าที่กำลังร้อนแรงมาจาก แอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 38 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวนักเตะแพงที่สุดของสโมสรในเวลานั้น

และหลังจากที่ “กุน อเกวโร่” ย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ เขากลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของภารกิจล่าแชมป์ลีกสูงสุดที่สโมสรต้องรอนานถึง 44 ปีได้สำเร็จ เมื่อยิงไปถึง 23 ประตูในลีก หนึ่งในนั้นคือประตูตัดสินแชมป์ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย พาทีมเอาชนะ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส 3-2 ในเกมปิดฤดูกาล 

ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมเดียวที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยผลต่างประตูได้-เสีย ปล่อยให้คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องพลาดแชมป์ไปแบบเจ็บแสบที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

อเกวโร่ สถาปนาตัวเองเป็นกองหน้าที่ดีที่สุดของลีกอังกฤษช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเต็มตัว เมื่อเป็นคนเดียวที่ยิงไปมากกว่า 170 ประตู และเป็นคนเดียวที่ยิงในพรีเมียร์ลีกไม่น้อยกว่า 20 ประตูได้ถึง 6 ฤดูกาล

และถ้าหากดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา คือหัวหอกที่ดีที่สุด ทางด้านเพลย์เมกเกอร์ที่มีอิทธิพลกับทีมมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ดาบิด ซิลบา

อดีตกองกลางทีมชาติสเปน คือนักเตะคนเดียวที่เพิ่งเล่นฟุตบอลในอังกฤษหลังขึ้นปี 2010 แล้วสามารถมีชื่อติดชาร์ท 10 อันดับแรกของนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกได้

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ อาจมีช่วงที่ย่ำแย่ จนหลุดจากวงจรลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่พวกเขาคือทีมที่ไม่หยุดพัฒนา และหาทางยกระดับสโมสรกลับมาอยู่ในจุดสูงสุดตลอด

ฤดูกาล 2012-13 พวกเขาต้องพลาดเสียแชมป์ลีกคืนให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีแรงฮึดกลับมาทวงแชมป์จากการประสบความสำเร็จคว้าตัว โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ไปเสริมแดนหน้า และสั่งลา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างยิ่งใหญ่

แต่หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ วางมือไป เรือใบสีฟ้า ก็รีบเปลี่ยนแปลงกุนซือจาก โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่เริ่มหมดมุกกับฟุตบอลอังกฤษ มาเป็น มานูเอล เปเยกรีนี่ ที่เปลี่ยนมาทำทีมแบบเน้นเกมรุกอันน่าตื่นตาตื่นใจ และยกระดับแดนกลางไปอีกขั้น ด้วยการคว้าตัว แฟร์นันดินโญ่ จาก ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค รวมถึงเสริมความจี๊ดจ๊าดให้เกมริมเส้นด้วยนักเตะอย่าง เฆซุส นาบาส

จริงๆ ก่อนหน้าจะแต่งตั้ง เปเยกรีนี่ เป็นกุนซือ แมนฯ ซิตี้ มองการณ์ไกลกว่านั้นแล้ว ด้วยการดึงตัว ชิกิ เบกิริสไตน์ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการฟุตบอล 

หนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ เบกิริสไตน์ คือการทำให้สโมสรยอมลงทุนมหาศาลกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งเมื่อปี 2015 ยังเป็นแค่นักเตะดาวรุ่ง ที่หลายคนกังขาฝีเท้า เพราะนี่คือปีกที่มีศักยภาพทุกอย่างที่พร้อมก้าวไปสู่นักเตะระดับเวิลด์คลาส ขอแค่ได้รับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น


de bruyne 2015
ดาวรุ่งชาวเบลเยี่ยมที่ชื่อว่า เควิน เดอ บรอยน์ เข้ามาเปลี่ยน แมนฯซิตี้ ได้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยค่าตัว 54 ล้านปอนด์


นอกจากนั้นแล้ว ในช่วงซัมเมอร์เดียวกัน สโมสรยังทุ่มหนักอีก 54 ล้านปอนด์ กระชากตัว เควิน เดอ บรอยน์ ไปเสริมแดนกลาง ถึงแม้ว่าเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียมจะเพิ่งฟอร์มพีคจริงๆ แค่ปีเดียวในบุนเดสลีกากับ โวล์ฟสบวร์ก แต่ทีมงานทั้งหมดของ แมนฯ ซิตี้ เห็นตรงกันว่านักเตะคนนี้คือ “ของจริง”

แต่สิ่งที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยกระดับขึ้นไปถึงขั้นทีมที่ดีที่สุดของอังกฤษได้อย่างแท้จริง คือการที่ได้ตัว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาเป็นกุนซือในปี 2016 และคนที่มีอิทธิพลสำคัญในการโน้มน้าวยอดโค้ชชาวสแปนิชให้มาทำงานได้ ก็คือ เบกิริสไตน์

อันที่จริงผลงานในซีซั่น 2015-16 ของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ก็ใช่ว่าจะแย่อะไรมาก ขนาดจำเป็นต้องปลด เพราะกุนซือชาวชิลียังสามารถพาทีมติดท็อปโฟร์ และคว้าแชมป์ ลีก คัพ เป็นรางวัลปลอบใจได้

แต่ในเมื่อโค้ชที่เก่งที่สุดในโลกอย่าง กวาร์ดิโอล่า กำลังพร้อมหางานใหม่ เพราะประกาศแล้วว่าจะคุม บาเยิร์น มิวนิค ในซีซั่น 2015-16 เป็นฤดูกาลสุดท้าย สโมสรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีพลังมากพอจะดึงตัวมา ต้องไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ 

ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แมนฯ ซิตี้ ยกระดับผลงานไปอีกขั้น เมื่อพวกเขากวาดแต้มรวมกันถึง 198 คะแนน ในช่วงที่คว้าแชมป์ 2 สมัยซ้อนในฤดูกาล 2017-18 และ 2018-19 

ถึงแม้ฤดูกาล 2016-17 ซึ่งเป็นปีแรกของ เป๊ป จะผลงานออกมาไม่น่าพอใจ เพราะไม่มีแชมป์ติดมือสักถ้วย แต่สิ่งที่เขาวางรากฐานให้ทีมไว้ก่อนคือ “ระบบ” และ “ทัศนคติ” การเล่นฟุตบอล ที่เน้นการผ่านบอลที่แม่นยำ และขยับเคลื่อนที่ตลอด เพื่อให้ทีมเดินเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด

ฤดูกาล 2017-18 แมนฯ ซิตี้ จริงจังกับการทำให้ทีมมีขุมกำลังที่ลงตัวที่สุด โดยยอมโละนักเตะหมดสภาพอย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่, กาแอล กลิชี่, บาการี่ ซาญ่า, ปาโบล ซาบาเลต้า ออกไปแบบที่ทีมไม่ได้เงินกลับมา รวมถึงขายนักเตะที่เริ่มโรยราอย่าง อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, ซามีร์ นาสรี่ และ เฆซุส นาบาส ทิ้ง แม้จะแลกกลับมาด้วยค่าตัวถูกๆ ก็ตาม

แต่ความสำคัญของการถ่ายเลือดนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนทิ้ง นั่นคือ เป๊ป จะได้สร้างทีมที่พร้อมสำหรับการเล่นระดับสูงจริงๆ จังๆ และจุดที่เขาลงทุนเพื่อยกระดับทีมก็คือแนวรับ


man city 2018
ฤดูกาล 2018/19 แมนฯซิตี้ เฉือน ลิเวอร์พูล 1 แต้ม และได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ปีนั่นมาครอง


ซีซั่น 2017-18 นอกจาก แบร์นาร์โด้ ซิลวา แล้ว นักเตะที่สโมสรดึงเข้ามาคนอื่นๆ ล้วนเป็นผู้รักษาประตูและกองหลัง ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, เอแดร์ซอน โมราเอส, ดานิโล่, เบนฌาแม็ง เมนดี้ และ อายเมอริค ลาป๊อร์กต์ ที่มาทีหลังในช่วงเดือนมกราคม

การเปลี่ยนผู้รักษาประตูและแนวรับใหม่ยกชุด ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริง หลักฐานก็คือในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ไม่เคยมีทีมไหนทำแต้มในลีกสูงสุดอังกฤษได้ถึง 98 คะแนน แต่พวกเขาทำได้ถึง 2 ครั้งใน 2 ซีซั่นที่ว่า 

โดยที่ฤดูกาล 2017-18 พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ด้วยการกวาดแต้มไปถึง 100 คะแนน ส่วนฤดูกาล 2018-19 พวกเขาทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องกลายเป็นรองแชมป์ที่มีคะแนนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งที่อุตส่าห์เก็บได้ถึง 97 แต้ม

ฤดูกาล 2017-18 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังครองสถิติที่ดีที่สุดนับไม่ถ้วนของพรีเมียร์ลีก โดยชนะติดต่อกันมากที่สุด (18 นัด) และเป็นแชมป์โดยทิ้งห่างอันดับ 2 มากที่สุด (19 แต้ม)

นอกจากนั้นแล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังเป็นกุนซือคนแรก ที่กวาดทุกแชมป์ในอังกฤษได้ครบใน 1 ฤดูกาล เมื่อพา แมนฯ ซิตี้ เหมาทั้ง คอมมิวนิตี้ ชิลด์, ลีก คัพ, พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ ในซีซั่น 2018-19

ถึงแม้ฤดูกาล 2019-20 เรือใบสีฟ้า อาจไม่น่ากลัวดังเดิม เพราะกำลังจะเสียแชมป์ลีกไปให้ ลิเวอร์พูล แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุบัติเหตุที่เขาไม่คาดคิด ว่ากองหลังตัวหลักอย่าง อายเมอริค ลาป๊อร์กต์ จะเจ็บยาว รวมไปถึงปีกตัวพลิกเกมอย่าง ลีรอย ซาเน่ ที่เดี้ยงยาวตั้งแต่ก่อนเปิดซีซั่น

แต่ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะไม่ยอมให้ความตกต่ำมาเยือนแน่ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาจะลงทุนมหาศาล และทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง

เพราะช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นกันแล้ว ว่าการทำงานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีประสิทธิภาพแค่ไหน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาคือทีมที่พัฒนาไปไกลมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา