โมนาโก : สูงสุดสู่จุดตกต่ำ ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

ม้าโฉด
13:38 25/11/2019 | แชร์
โมนาโก

ภายในเวลาแค่ไม่ถึง 3 ปี โมนาโก เปลี่ยนจากทีมระดับแชมเปี้ยน ให้กลายเป็นสโมสรที่ต้องลุ้นทุกสัปดาห์ว่าจะร่วงลงไปอยู่ในอันดับโซนตกชั้นหรือไม่

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2016-17 โมนาโก คือหนึ่งในทีมที่น่าฮือฮาที่สุดในยุโรป 

นี่คือทีมเดียวในรอบ 7 ฤดูกาลหลังสุดที่ไม่ใช่ เปแอสเช ที่สามารถคว้าแชมป์ ลีก เอิง มาครอง กวาดแต้มไปถึง 95 คะแนน แถมมีสถิติเกมรุกสุดยอด ยิงตลอดซีซั่นได้ถึง 107 ประตู 

พวกเขาเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยสามารถล้ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คุมทีมโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และคว่ำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ของ โธมัส ทูเคิ่ล ได้ในรอบน็อคเอาต์

ขุมกำลังเต็มไปด้วยนักเตะที่กลายมาเป็นดาวดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ฟาบินโญ่ หรือ โตมาส์ เลอมาร์ และนั่นคือปีที่ ราดาเมล ฟัลเกา สามารถกลับมาโชว์ฟอร์มเป็นไอ้เสือร้ายได้อีกครั้ง

 

แต่เพราะเหตุใด ในเวลาถัดมาไม่ถึง 3 ปี โมนาโก จะมีสภาพกลายเป็นทีมระดับล่างของ ลีก เอิง โดยที่ซีซั่น 2018-19 พวกเขาเกือบต้องตกชั้น โดยมีคะแนนห่างโซนแดงเพียง 2 แต้ม?



monaco 2017
โมนาโก ในฤดูกาล 2017 ที่รวบรวมสตาร์ระดับโลกไว้มากมาย


เหตุผลข้อแรกที่ทุกคนจะนึกถึง น่าจะเป็นการที่ โมนาโก ใช้เวลา 2 ปี ปล่อยตัวหลักชุดคว้าแชมป์ลีกออกไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีก

ซัมเมอร์ 2017 พวกเขาขาย แบร์นาร์โด้ ซิลวา, เบนฌาแม็ง เมนดี้, ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ ออกไป รวมถึงตกลงให้วันเดอร์คิดซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าอย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ย้ายไปอยู่กับคู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่าง เปแอสเช โดยเป็นสัญญายืมตัวก่อนในปีแรก แต่จริงๆ ตกลงขายขาดให้ก่อนแล้ว แลกกับค่าตัวมหาศาลราวๆ 180 ล้านยูโร

ปี 2018 ยังปล่อย ฟาบินโญ่, โตมาส์ เลอมาร์, ชูเอา มูตินโญ่ ออกไปเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม การขายตัวหลักออกไป ไม่ใช่สิ่งที่ โมนาโก เพิ่งจะเคยทำ 

ก่อนหน้านั้นพวกเขาเสียตัวดาวดังออกไปนับไม่ถ้วน แล้วก็หาซื้อนักเตะราคาถูกๆ มาพัฒนาเพื่อทดแทนอยู่เสมอ

ปี 2014 เสีย ฮาเมส โรดริเกซ ไปให้ เรอัล มาดริด แต่ก็ไปซื้อ แบร์นาร์โด้ ซิลวา จากเบนฟิก้า เข้ามาปั้นเป็นตัวหลักแทน

ปี 2015 พวกเขาปล่อย เชฟเฟร่ กงด็อกเบีย ไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน แต่ก็ไปคว้า ฟาบินโญ่ จาก ริโอ อาเว่ มาเป็นตัวตัดเกมแทน ขณะที่การขาย อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันคือการเปิดทางให้ดาวรุ่งอย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ในเวลาต่อมา

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณขายใครไป แต่สำคัญที่ว่าคุณเอาเงินที่ได้มา ไปลงทุนเพื่อเอาสิ่งใดมาแทนต่างหาก


Henry Monaco 2018-19
เธียร์รี่ อองรี ผู้จะถูกคาดหวังไว้ว่าจะมาช่วยแก้กู้วิกฤตของ โมนาโก แต่ก็ทำไม่ได้จึงโดนปลดออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาไม่กี่ปี


โมนาโก ทำเงินรวมกันเหยียบๆ 400 ล้านปอนด์ในรอบ 2 ปีหลังสุด จากการขายตัวหลักชุดคว้าแชมป์ลีกออกไป แต่พวกเขาก็ใช้เงินไปไม่ต่ำกว่า 350 ล้านปอนด์ ในการลงตลาดซื้อขาย 5 ครั้งที่ผ่านมา

นักเตะที่ดูชื่อชั้นไฮโปรไฟล์อย่าง สเตวาน โยเวติช, เชส ฟาเบรกาส, อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน, นาเซอร์ ชาดลี่ ไม่สามารถแบกรับความคาดหวัง ได้สมกับชื่อเสียงเก่าๆ ที่พวกเขาเคยทำมาก่อนมาอยู่กับทีม

โยเวติช เจอปัญหาบาดเจ็บจนต้องพักยาว และยังไม่ได้ลงเล่นเลยในปี 2019

ฟาเบรกาส ที่เคยเป็นจอมแอสซิสต์ ก็เพิ่งจะจ่ายให้เพื่อนยิงได้แค่ 2 ครั้ง ตั้งแต่ย้ายมาเล่นที่ฝรั่งเศสเมื่อช่วงต้นปี

อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ถือว่าแจ้งเกิดเต็มตัวจากผลงานกับทีมชาติรัสเซียในฟุตบอลโลก แต่พอย้ายมาอยู่กับ โมนาโก ด้วยค่าตัวไม่น้อยกว่า 30 ล้านยูโร กลับไม่สามารถเล่นดีได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่ฤดูกาล 2018-19 เขามีสถิติโดนใบเหลือง มากกว่าประตู+แอสซิสต์รวมกันเสียอีก

โมนาโก ยังใช้เงินมากเกินไปกับนักเตะวัยทีนเอจ พวกเขาใช้เงินถึง 25 ล้านยูโร ดึงตัว ปิเอโตร เปเยกรี มาตั้งแต่ตอนที่อายุแค่ 16 และอีก 20 ล้านยูโร กับนักเตะอายุเท่ากันอย่าง วิลเล่ม เกิบเบลส์

2 คนนี้ปัจจุบันยังอายุไม่มากกว่า 18 ปี และน่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี กว่าจะพัฒนาฝีเท้าให้ขึ้นมาเป็นตัวความหวังของทีมชุดใหญ่ได้จริงๆ จังๆ

ถ้าเป็นในช่วงก่อนหน้านี้ โมนาโก จะใช้เงินไม่เกิน 10 ล้านยูโร ในการดึงนักเตะที่มีศักยภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที นี่คือข้อแตกต่าง ระหว่างอดีตที่หอมหวาน กับปัจจุบันที่ดูมองไม่เห็นอนาคต

นอกจากนั้นแล้ว ต้องไม่ลืมอีกว่า คนที่เคยอยู่ในช่วงพีค ยังไงก็ต้องมีจุดขาลง 

นายประตูมือหนึ่งอย่าง ดานิเยล ซูบาซิช ปัจจุบันอายุ 35 ปี และต้องพักยาวจากอาการบาดเจ็บ ตั้งแต่ขึ้นปี 2019

คามิล กลิค ที่เคยเป็นสุดยอดปราการหลัง ก็ค่อยๆ หมดแพชชั่น หลังจากสโมสรค่อยๆ ตกต่ำ แม้ตอนนี้เขาจะทำหน้าที่กัปตันทีมก็ตาม

การที่ โมนาโก ไม่สามารถค้นพบนักเตะที่ฝากความหวังได้จริงๆ จังๆ ส่งผลให้พวกเขาหา 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดไม่ได้ 

โดยในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาคือทีมที่ใช้นักเตะลงสนามเปลืองที่สุดถึง 42 คน ซึ่งหลายคนในจำนวนนั้น คือพวกนักเตะอายุน้อยที่ฝีเท้ายังไม่ถึง ที่ เธียร์รี่ อองรี เคยดันขึ้นมา ก่อนจะโดนปลดออกจากตำแหน่งกุนซือ


Luis Campos
หลุยส์ คัมโปส อดีตผู้อำนวยการเทคนิค ผู้เปลี่ยนแปลง โมนาโก ครั้งใหญ่


เบื้องหลังความล้มเหลวของการสรรหาคุณภาพจากนักเตะที่เข้ามาใหม่ คือการที่สโมสรเสียเพชรเม็ดงาม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคอย่าง หลุยส์ คัมโปส ออกไป

หลุยส์ คัมโปส คือบุคลากรที่สำคัญของ วาดิม วาซิลเยฟ รองประธานสโมสร เขาเป็นคนทำให้ โมนาโก ปรับนโยบายจากการเป็นเจ้าบุญทุ่ม มาเป็นให้ความสำคัญกับระบบแมวมอง หาช้างเผือกมาปั้นเพิ่มมูลค่าแทน

จากที่สโมสรเคยต้องใช้เงิน 150 ล้านยูโร เพื่อนักเตะ 3 คนอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา, ฮาเมส โรดริเกซ และ ชูเอา มูตินโญ่ กลายเป็นว่าเขาทำให้ทีมได้ตัว แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ติเอมูเอ้ บากาโยโก้, โตมาส์ เลอมาร์, ฟาบินโญ่ และ เบนฌาแม็ง เมนดี้ มาด้วยราคาคนละไม่เกิน 15 ล้านยูโร

ถึงแม้ คัมโปส จะอำลาทีมไปในปี 2017 ก่อนที่ โมนาโก จะได้แชมป์ ลีก เอิง แต่ความสำเร็จของสโมสรในปีนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลัง มันมาจากการทำงานของเขา

ในขณะที่ เอเมนาโล่ ที่เข้ามาทำงานแทน กลับตาไม่ถึง หนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดมหาศาล คือความคิดที่ว่า เธียร์รี่ อองรี จะสามารถเข้ามากอบกู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้ เพราะเคยเป็นอดีตนักเตะระดับตำนานของทีมมาก่อน

อองรี ถูกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือแทน เลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม ในเดือนตุลาคม 2019 เพราะสโมสรมองว่า ชาร์ดิม “หมดมุก” ในการสร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมาแทนชุดที่เคยประสบความสำเร็จ


AS monaco Fans 2019-20
ภาพบรรยากาศแฟนบอลของทีม โมนาโก ในช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 ที่มีจำนวนน้อยเป็นสถิติ


แต่ภายใต้การคุมทีมของอดีตตำนานดาวยิงอาร์เซน่อล โมนาโก ชนะในลีกแค่ 2 นัดจากทั้งหมด 12 เกม แถมตกรอบแรก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการเป็นอันดับบ๊วย และไม่ชนะใครเลย

โมนาโก ให้โอกาส อองรี ทำงานแค่ 3 เดือนเศษก็รีบปลดออกจากตำแหน่ง แล้วไปเอากุนซือคนเดิมอย่าง ชาร์ดิม กลับมาคุมทีมแทน

แม้ผลงานของทีมจะลุ่มๆ ดอนๆ แต่การรอดตกชั้นได้แบบหวุดหวิด ทำให้กุนซือชาวโปรตุเกส ยังได้โอกาสทำงานต่อในซีซั่นนี้ ส่วน เอเมนาโล่ ถูกยกเลิกสัญญาในเดือนสิงหาคม 2019 

โมนาโก ตัดสินใจให้ โอเล็ก เปตรอฟ ซีอีโอสโมสรชาวรัสเซีย ทำหน้าที่ผู้อำนวยการเทคนิคแทนไปก่อน โดยยังไม่แต่งตั้งใครมารับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่ง เปตรอฟ คือนักธุรกิจผู้ไม่เข้าใจเรื่องฟุตบอล นั่นจึงทำให้สโมสรไม่ได้ยกระดับให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น 

ไม่เพียงแต่ผลงานในสนามที่ย่ำแย่ แต่ความนิยมจากแฟนบอลก็ลดลง โดยข้อมูลจากสื่อฝรั่งเศสระบุว่า โมนาโก คือทีมที่มีสถิติจำนวนแฟนบอลเข้าชมเกมเหย้าในสนาม น้อยที่สุดใน ลีก เอิง ช่วง 3 เดือนแรกของฤดูกาล 2019-20

โมนาโก คือตัวอย่างที่ทำให้แฟนบอลได้เห็น ว่าการทำงานโดยไม่วางแผนมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดความฉลาดในการใช้เงิน มันทำให้สโมสรฟุตบอลที่เคยประสบความสำเร็จ ตกต่ำอย่างรวดเร็วขนาดไหน

และดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่พวกเขา ที่เป็นทีมใหญ่ที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้...